[EWAW3] Little Big City - Bratislava

posted on 13 May 2014 06:53 by najanubis in EWAW
 
 
 
 
เอนทรี่นี้เป็นส่วนนึงของคอมมู
 
คำเตือนสักเล็กน้อยจากที่บล็อกคอมมู...
 
"จุดมุ่งหมายของคอมมูนิตี้นี้คือการได้รับความสนุกสนานและแฝงด้วยความรู้จากข้อมูลของแต่ละเมืองรวมถึงประเทศตามลักษณะ ของ Himaruya Hidekaz ผู้สร้าง Axis Powers Hetalia ซึ่งทางเราไม่ได้ต้องการให้เกิดดราม่าหรือสิ่งอื่นใด
 
หากท่านไม่ชมชอบคอมมูนิตี้นี้ โปรดวางตัวเฉยแล้วกด x ออกจากหน้าบล็อกเลยนะคะ"
 
 
       ว่าจะวาดรูปเต็มใหม่หนอ แต่ช่วงนี้ตารางงานเต็มเอี้ยดมาก //ดังนั้นเราจึงผลัดต่อไป //โดนหวดกลิ้ง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พี่(?)สาวตรงกลาง ขนาบด้วยน้องๆหลังม่านเหล็กด้วยกัน
 

ชื่อเมือง- Bratislava [บราติสลาว่า]

ชื่อภาษาอื่น - เยอรมัน Pressburg(เพรซบูร์ก) / ฮังการี Pozsony(โพโชนี่) 

ทวีป - ยุโรป
 
ประเทศ - สโลวาเกีย

 

ชื่อมนุษย์ - Iveta Králová [อิเวต้า ครัลลอฟว่า]

อายุ - 17

เพศ - หญิง

ส่วนสูง/น้ำหนัก - 172/63 (แต่ปรกติ +อีก 4 เซนต์จากส้นรองเท้าเป็น 176 นะจุ๊)

สีผม/สีตา - น้ำตาลกลางประกายทอง / ฮาเซลเขียว-น้ำตาล

ภาษา - สโลวักเป็นภาษาหลัก สามารถพูดภาษาเช็กได้เพราะรากภาษาไม่ต่างกันมากนัก อื่นๆก็เยอรมันและฮังการี รวมถึงรัสเซียแบบพอเอาตัวรอด

แผนการเรียน - ศิลป์ภาษา

วันเกิด(City Day) -  N/A

ปีเกิด - ค.ศ. 907


 
  • ลักษณะเมือง -

      เมืองหลวงแห่งสาธารณรัฐสโลวักหรือที่เรียกกันสั้นๆว่าสโลวาเกีย มีประวัติเป็นเมืองที่มีความสำคัญมาช้านานแม้ว่าประเทศสโลวาเกียนั้นจะเพิ่งมามีตัวตนเป็นเอกเทศในสายประชาคมโลกเพียงยี่สิบกว่าปี เคยเป็นเมืองหลวงของดินแดนฮังการีในอาณาจักรฮับส์บูร์กเกือบ 250 ปี ทำให้ได้รับการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้ากว่าเมืองอื่นๆในเขตประเทศสโลวาเกียปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัดและเป็นเมืองใหญ่ที่สุดด้วยประชากรเกือบๆ 420,000 คน

      อ้างอิงจากการสำรวจประชากรปี 2001 91.39% ของประชากรของเธอเป็นชาวสโลวัก 3.84% เป็นชาวฮังการี และ 1.86% เป็นคนเช็ก

[[Map credit::http://www.worldandcitymaps.com/europe/slovakia/]]

      ด้านภูมิศาสตร์ บราติสลาว่านั้นเป็นเมืองหลวงเพียงแห่งเดียวของโลกที่ถูกขนาบด้วยพรมแดนติดกับเพื่อนบ้านสองประเทศคือ ออสเตรีย กับ ฮังการี ทั้งยังอยู่ห่างจากชายแดนติดกับประเทศเช็กเพียง 62 กิโล โดยตั้งอยู่ทางตะวันตกค่อนทางใต้ของสโลวาเกีย มีแม่น้ำดานูบไหลผ่านกลางจากทิศตะวันตกไปยังตะวันออกเฉียงใต้ โดยในเขตแดนของเมืองทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือยังเป็นจุดบรรจบกันของแม่น้ำโมราว่ากับแม่น้ำดานูบ สภาพพื้นที่ของบราติสลาว่ามีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 126 เมตรจนถึงจุดสูงสุดที่ 514 เมตรบนยอด Devínska Kobyla ซึ่งเป็นส่วนนึงของจุดเริ่มต้นของเทือกเขาคาเพนเทียในสโลวาเกีย

      สิ่งก่อสร้างที่เด่นที่สุดของบราติสลาว่าคือ ปราสาทบราติสลาว่า ซึ่งสร้างบนยอดเนินเหนือที่ราบริมแม่น้ำดานูบตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10 ในเขตเมืองเก่าของบราติสลาว่าที่ปราสาทตั้งอยู่ยังมีที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูงสร้างในศิลปะแบบบาโรคจำนวนมาก และทุกวันนี้ในจำนวนวังเหล่านั้นก็ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นเรือนพักของผู้นำสโลวาเกียและที่ทำการรัฐบาลหรือสถานที่ราชการ

 
ปราสาทบราติสลาว่าและย่านเขตเมืองเก่าตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำดานูบ
 

      ช่วงคริสตศตวรรษที่20 ภายในอาณาเขตของบราติสลาว่าจึงมีการก่อสร้างสถาปัตยกรรมทันสมัยเพิ่มขึ้นมาอย่างมากมายเช่น อาคารสถานีวิทยุSlovenský rozhlas, Kamzík TV Tower รวมถึงเมื่อบราติสลาว่าเข้าไปอยู่หลังม่านเหล็ก ในเมืองก็เริ่มมีการก่อสร้างสิ่งต่างๆที่ไม่ผสมกลมกลืนกับสถาปัตยกรรมดั้งเดิม โดยหนึงในสถาปัตยกรรมแบบBrutalist Modernismที่เป็นที่รู้จักที่สุดของเมืองคือ สะพานแขวนข้ามแม่น้ำดานูบ Most Slovenského národného povstania(Bridge of the Slovan national uprising) ซึ่งมีชั้นลอยรูปทรงจานบินอยู่บนยอดจนได้รับชื่อเล่นว่า UFO Bridge

[[Photo credit::http://commons.wikimedia.org/wiki/File:Bratislava,_view_from_the_castle_hill_to_the_New_bridge.JPG]]

       หลังจากแยกตัวออกจากเชคโกสโลวาเกีย เกิดภาวะการเติบโตทางการก่อสร้างในเมือง โดยได้มีการเปิดสถานที่ราชการ สถานที่สาธารณะใหม่ขึ้นหลายที่ โดยในจำนวนซึ่งโดนเด่นก็ได้แก่ สะพานอพอลโล[Most Apollo] และ ย่านธุรกิจริมน้ำดานูบซึ่งเชื่อมช่องว่างจากสะพานอพอลโลกันเขตตัวเมืองหลักของบราติสลาว่าซึ่งเรียกว่าย่าน Eurovea เป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน โรงแรมระดับหรู รวมถึงอาคารโรงละครแห่งชาติแห่งใหม่ของสโลวัก
 
 

  • ประวัติเมือง -

      ปราสาทบราติสลาว่าที่ถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักของเมืองนั้นไม่มีบันทึกระบุปีที่แน่นอนว่าก่อสร้างขึ้นเมื่อใด แต่คาดการณ์กันว่าอยู่ในช่วงสมัยศตวรรษที่ 9


      …..หากแต่ในปี 907 ได้มีการบันทึกกล่าวถึงปราสาทแห่งนี้อย่างแน่ชัดเป็นครั้งแรกในศึกซึ่งฝ่ายบาวาเรียได้พ่ายแพ้ให้กับกองทัพฮังการี และดินแดนที่ตั้งของปราสาทบราติสลาว่าก็ถูกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไปอยู่ในความครอบครองของฮังการีเป็นผลจากศึกนั้นนั่นเอง โดยชื่อเมืองที่บันทึกไว้นั้น อาจจะเกิดจากการเข้าใจความสำคัญของคำไป ทว่าก็ระบุว่า”เธอ”ชื่อ Brezalauspurc

      นามนั้นสูญหายไปในกาลต่อมา แล้ว”เธอ”ก็เป็นที่รู้จักกันกว้างขวางมากกว่าในนาม “เพรซบูร์ก” ซึ่งเป็นภาษาเยอรมัน



        ตั้งแต่ปีค.ศ. 1000 เธอเข้าไปอยู่กับอาณาจักรฮังการีที่กำลังเติบใหญ่ไพศาล พวกนั้นเรียกเธอว่า โพโชนี่ ...ใต้เนินปราสาทที่เธอเกิดลงมาค่อยๆเริ่มมีชุมชนเล็กๆที่ขยายจนเป็นตลาดการค้า เพราะตอนนั้นเธออยู่เป็นเมืองชายแดน ฝ่ายบาวาเรียซึ่งพ่ายแพ้สูญเสียเธอไปจึงไม่ละลดที่จะเข้ามาก่อสงครามเพื่อจะชิงเธอกลับไปแม้กระทั่งจะต้องยืมมือจากฝ่ายเช็กเข้ามาช่วย แต่ฝ่ายฮังการีก็ไม่ปล่อยให้เธอหลุดออกไปได้ในเกือบทุกครั้งและได้มีการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับปราสาทบราติสลาว่าซึ่งถือเป็นป้อมปราการให้แก่ทางฮังการีในย่านนี้

       กระนั้นในช่วงเวลากว่า 200 ปีหลังเธอเข้าเป็นส่วนหนึ่งของฮังการี เธอก็ยังคงถูกฝ่ายเยอรมันและฝ่ายเช็กร่วมมือกันเข้ามาหักหาญโจมตีมากครั้งนักจนกว่าจะมีการเจรจาสัญญาสันติ Peace of Pressburg (1271) ที่แต่ละฝ่ายต่างยกเลิกการอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ทับซ้อนกันของดินแดนฝ่ายตรงข้ามกับตน


      แต่แล้วนอกจากความวุ่นวายด้วยปัจจัยภายนอก ปี 1073-74 เธอต้องเป็นฉากแห่งการช่วงชิงบัลลังค์ภายในของฮังการีระหว่างกษัตริย์ Solomon กับสองพี่น้องผู้หมายมาดวาดฝันจะครองฮังการีคือ Géza และ  Ladislaus   

       ในช่วงการรุกรานของมองโกลปี 1241-1242 แม้มองโกลจะไม่สามารถยึดโพโชนี่ได้ ทว่าก็ก่อความเสียหายใหญ่หลวงแก่สภาพเมืองโดยรอบ
 

     ตั้งแต่ราวช่วง 1242 ชาวเยอรมันเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตแดนของเธอมากขึ้น ภาษาเยอรมันเริ่มกลายเป็นภาษาหลักอีกภาษานึงที่เธอพูด ในระยะเวลาใกล้เคียงกันก็เริ่มมีบันทึกถึงการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวยิวในโพโชนี่ ต่อมาเธอได้รับสถานะสิทธิ์ความเป็นเมืองจากกษัตริย์ Andrew III แห่งฮังการีในปี 1291 และอิทธิพลภายในมือของเธอทั้งในด้านการค้าและการเมืองการปกครองค่อยเพิ่มพูนขึ้นด้วยความสำคัญของตำแหน่งที่ตั้ง

       ครั้นขึ้นสู่ช่วงคริสตศตวรรษที่ 14 เธอถูกเปลี่ยนมือไปอยู่กับฮับส์บูร์กเนื่องด้วยพระชายาม่ายของกษัตริย์ Andrew III ได้รับคำที่จะยกเธอให้แก่ฝั่งฮับส์บูร์ก ก่อนอีกกว่าสามทศวรรษต่อมาในปี 1338 เธอจึงได้กลับมาอยู่กับฮังการีอีกครั้ง

 

 

       กระทั่งปี 1405 ในรัชสมัยแห่ง King Sigismund เธอได้รับพระราชทานอภิสิทธิ์ความเป็น royal free town ภายในอาณาจักรฮังการีและได้รับตราเมืองเป็นของตัวเองครั้งแรกในปี 1436

      ปี 1452 มหาวิหารเซนต์มาร์ติน ได้ถูกก่อสร้างขึ้น ซึ่งเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง รวมถึงเป็นมหาวิหารอันจักใช้ทำพิธีในการราชาภิเษกกษัตริย์แห่งฮังการีในกาลภายหลังแทน Székesfehérvár เมื่อเธอได้รับฐานะเมืองหลวงแห่งอาณาจักรฮังการี



      อำนาจภายในอาณาจักรฮังการีถึงกาลเปลี่ยนมือในปี 1536 ...10 ปีหลังกษัตริย์แห่งฮังการีคือ Louis II of Hungary and Bohemia ทรงพ่ายแพ้และสิ้นพระชนม์ในการรบกับออตโตมันที่ Battle of Mohács บูดา และดินแดนส่วนใหญ่ของฮังการีด้านตะวันออกก็ถูกกลืนหายไปกับอาณาจักรออตโตมันที่ขยายรุกเข้ามา ดังนั้นหลังจากถูกกองทัพออตโตมันโจมตีและสามารถรอดพ้นยืนหยัดอยู่ได้ เธอได้รับการมอบหมายให้เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของ Royal Hungary(ดินแดนของฮังการีฝั่งตะวันตกติดกับออสเตรียที่สามารถรอดพ้นการยึดครองของออตโตมันมาได้)

Royal Hungary(สีฟ้า) มีเพรซบูร์กเป็นเมืองหลวง

 

[[Picture credit::http://en.wikipedia.org/wiki/File:Central_europe_1683.png]]

      และด้วยข้อตกลงระหว่างฮับบูร์กและฮังการีจากวาระก่อนนี้ ที่หากกษัตริย์แห่งฮังการีสิ้นพระชนม์โดยไร้รัชทายาทเพศชาย ฮับส์บูร์กจักได้ครอบครองมงกุฏแห่งฮังการีด้วย ทำให้เธอได้เป็นสักขีพยานในการสถาปนา Ferdinand I อาร์คดยุกแห่งออสเตรียขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งฮังการี เป็นการเริ่มยุคสมัยการรวมแผ่นดินระหว่างฮับส์บูร์กและฮังการีที่จะสืบต่อไปจนอีกกว่า 300 ปี เธอได้รับสร้างเสริมความสำคัญขึ้น กลายเป็นสถานที่ประกอบพิธีราชาภิเษกแห่งกษัตริย์ของฮังการี เป็นที่ประดิษฐานมหามงกุฏCrown of St.Stephen รวมถึงเป็นที่ตั้งแห่ง Diet(คณะสภาผู้มีอำนาจการปกครอง)ของฮังการี

 

       ระยะร้อยปีแรกในฐานะเมืองหลวง เธอก็ยังต้องเผชิญกับการรุกรานจากออตโตมัน, การลุกฮือขึ้นก่อความไม่สงบต่อต้านฮับส์บูร์กในปี 1606, 1619, 1621-22 , 1682-83 โรคระบาดรวมถึงอัคคีภัย ในรัชสมัยของพระนางมาเรียเทเรซ่า เธอได้รับการทำนุบำรุงอย่างดีจนกล่าวได้ว่าเป็นยุคเฟื่องฟูที่สุดของเธอ ด้วยว่าพระองค์ทรงใช้เวลาประทับอยู่ที่เพรซบูร์กเป็นระยะๆตามที่ทรงให้สัญญาไว้กับขุนนางท้องถิ่นเมื่อครั้งพระองค์เพิ่งขึ้นสู่อำนาจและต้องการการสนับสนุนเพื่อคานอำนาจเอาชนะผู้อื่นซึ่งไม่เชื่อมั่นในพระองค์และต้องการครองบังลังค์แห่งฮับส์บูร์กเช่นเดียวกัน ว่าจะทรงประทับทั้งที่เวียนนาและเพรซบูร์ก 

 

 ภาพวาดพิธีเถลิงวัลย์ราชสมบัติเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งฮังการีที่มหาวิหาเซนต์มาร์ตินของพระนางมาเรียเทเรซ่า

[[Photo credit::http://commons.wikimedia.org]]


       ครั้งนั้นพระองค์ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากฝั่งฮังการี พระนางมาเรียเทเรซ่าเข้ารับพิธีเถลิงวัลย์ราชสมบัติเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งฮังการีที่มหาวิหาเซนต์มาร์ตินของเพรซบูร์กในวันที่ 25 มิถุนา 1741


       พระนางทรงรับสั่งให้มีการปรับปรุงตกแต่งปราสาทบราติสลาว่าให้หรูหรางดงาม มีการก่อสร้างพระราชวังเพิ่มขึ้น ประชากรของเธอเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าในระยะเวลานั้น เธอกลายเป็นเมืองที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของฮังการี เป็นศูนย์กลางความโดดเด่นด้านสังคมวัฒนธรรมในละแวกนี้ เห็นได้จากการได้มาเยี่ยมเยือนเธอของนักดนตรีระดับโลกในยุคสมัยนั้นทั้งโมซาร์ท และ บีโธ่เฟ่น

 
 


       หากทว่าพระโอรสของพระนางมาเรียเทเรซ่าคือ Joseph II มิได้ทรงให้ความสำคัญกับเธอสืบต่อมาในรัชสมัยของพระองค์ มหามงกุฏแห่งบังลังค์ฮังการีถูกย้ายไปประดิษฐานที่เวียนนา จากเดิมซึ่่งประดิษฐานไว้ในหอของปราสาทบราติสลาว่า หน่วยงานราชการต่างๆพร้อมทั้งขุนนางจำนวนมากถูกย้ายไปกลับไปที่บูดา

       อย่างไรก็ตาม เธอก็ยังคงมีบทบาทในประวัติศาสตร์อยู่เป็นระยะๆ หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของทั้งฮังการีคือ Magyar hírmondó  ได้รับการเริ่มตีพิมพ์ในปี 1780 และสามปีต่อก็เป็นคราวของ Presspurske Nowiny ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของชาวสโลวัก และในช่วงเดียวกันนี้เองซึ่งกระแสการเคลื่อนไหวทางชาตินิยมของชาวสโลวักก็มีศูนย์กลางที่เพรซบูร์ก ในปี 1782 เธอมีประชากรราวๆ 33,000 และถือเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของฮังการีในยามนั้น

ภาพทิวทัศน์ของเพรซบูร์กในปี 1787


       ปี 1784 เมืองหลวงของฮังการีย้ายไปกลับที่บูดา ถือเป็นการสิ้นสุดบทบาทของเธอในฐานะเมืองหลวงของฮังการีมาเกือบ 250 ปี เมื่อฐานะเมืองหลวงถูกส่งกลับคืนไป ประชากรและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจก็เริ่มลดถอยลง กระนั้นเธอก็ยังมีฐานะเป็นเมืองซึ่งเป็นที่ประกอบพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ของฮังการีและเป็นที่ตั้งของสภากุมอำนาจปกครองของฝั่งฮังการี

 
 


      ต้นคริสตศตวรรษที่ 19 สงครามนโปเลียนทำให้เธอต้องเป็นสักขีพยานในการเซ็นสนธิสัญญาPeace of Pressburg ในปี 1805 ซึ่งทำสัญญากันใน Hall of Mirrors ของพระราชวัง Primate โดยออสเตรียถอนตัวออกจาก Third Coalition หลังพ่ายแก่ฝรั่งเศสที่ Ulm และผลของสนธิสัญญานั้นยังทำให้การมีตัวตนอยู่ของอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์สิ้นสุดลงด้วย เหตุการณ์ใหญ่อีกหนนึงในระยะนี้คือ ปี 1811 เกิดไฟไหม้ใหญ่ภายในปราสาทบราติสลาว่า ทำให้ปราสาทที่ได้รับการตกแต่งต่อเติมอย่างดีตั้งแต่สมัยพระนางมาเรียเทเรซ่าถูกทำลายเสียหายสิ้นและกลายเป็นซากปรักหักพังไปอีกกว่าร้อยปี

 

ซากปราสาทบราติสลาว่าที่ถูกทิ้งร้างหลังจากไฟไหม้

 


       ต่อมาปี 1825 ได้มีการก่อตั้งสมาคมส่งเสริมการเรียนรู้แห่งชาติฮังการีขึ้นที่เพรซบูร์ก และสมาคมนี้ได้เป็นรากฐานของสถาบันการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของฮังการีในปัจจุบัน และภาษาฮังการีได้รับการประกาศให้ใช้เป็นภาษาราชการในทางกฏหมาย, การปกครองท้องถิ่นและด้านการศึกษาโดยคณะ Diet ในปี 1843


       ในการปฏิวัติของชาวฮังการีปี 1848 เพรซบูร์กได้เลือกที่จะอยู่ข้างฝั่งฮังการีที่ลุกฮือขึ้นเรียกร้องขออิสรภาพจากฮับส์บูร์ก แต่แล้วก็ไม่สามารถต้านทานทัพของฝั่งฮับส์บูร์กซึ่งเข้ามายึดเมืองได้อย่างละม่อมในเดือนธันวาคมปี 1848 หลังจากกองกำลังของฮังการีออกไปแพ้ศึกที่ Schwechat ใกล้กับเวียนนา

       โดยเมื่อมีการเจรจา Austro-Hungarian Compromise ปี 1867 เพรซบูร์กจึงกลับมาได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยยิ่งๆขึ้น (วางระบบไฟฟ้าและน้ำประปา, ระบบส่งแก๊ส, ระบบโทรศัพท์, สะพานข้ามแม่น้ำดานูบแห่งแรกในปี 1891) และมีการขยายตัวทางอุตสาหกรรมเปิดโรงงานผลิตภัณฑ์เคมีในปี 1873 และโรงกลั่นน้ำมันในปี 1895 ส่งผลให้ในช่วงระยะไม่กี่ทศวรรษหลังสุดของอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี เธอได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีความเจริญทางอุตสาหกรรมสูงเป็นอันดับที่ 2 ของฮังการี

 
เพรซบูร์ก/โพโชนี่ในปี 1914
 

       ปี 1910 จำนวนประชากรของเธอเป็นชาวเยอรมัน 42% ฮังการี 41% อีก 15 % เป็นเชื้อสายสโลวัก ด้วยเหตุนั้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประชากรส่วนใหญ่ของเธอซึ่งเป็นเชื้อสายเยอรมันและฮังการีจึงไม่ใคร่อยากจะรวมดินแดนเข้าเป็นส่วนนึงของเชคโกสโลวาเกียที่เพิ่งแยกออกมาจากการล่มสลายของออสเตรีย-ฮังการี พวกเขาได้พยายามขัดขืนที่จะไม่ถูกรวมเข้าไปและประกาศให้เธอเป็นเมืองอิสระ(Free town) แต่แล้วเธอก็ถูกกำลังทหารของ Czechoslovak Legions เข้ายึดครองและบังคับให้เธอเข้าเป็นส่วนนึงของประเทศใหม่จนได้

 

       การเข้ามาบังคับเธอให้กลายเป็นส่วนนึงของเชคโกสโลวาเกียและเป็นที่ตั้งของกลุ่มอำนาจการปกครองของฝั่งสโลวัก แน่นอนว่าย่อมไม่เป็นไปอย่างราบรื่น คณาจารย์ของ Elisabeth University ซึ่งตั้งขึ้นมาในยุคที่เธอยังอยู่ในบ้านฮังการีถูกจับกุมเมื่อพวกเขาปฏิเสธที่จะร่วมงานเฉลิมฉลองซึ่งกำหนดมาโดยรัฐบาลของเชคโกสโลวาเกีย จากนั้นวันที่ 12 มีนาคม ปี 1919 ได้มีการเดินขบวนของคนเชื้อสายเยอรมันและฮังการีในเมือง ณ จตุรัส Vásár(ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น SNP Square) แสดงการไม่เห็นด้วยที่เมืองถูกยึดครองโดยฝั่ง Czechoslovak แต่การเดินขบวนนี้จบลงด้วยการที่กองกำลังของ Czechoslovak ยิงใส่กลุ่มผู้ประท้วงจนมีผู้เสียชีวิต 9 คนและ บาดเจ็บอีก 23 คน 
 

       ต้นเดือนกุมภาพันธ์กลุ่มอำนาจปกครองฝ่ายสโลวักก็เข้ามาในเมือง และปลายเดือนมีนาคม 1919 นามเพรซบูร์กและโพโชนี่ของเธอถูกละทิ้ง เธอถูกเรียกว่าบราติสลาว่านับแต่นั้น

 
       ช่วงรอยต่อระหว่างสองสงครามโลก ประชากรเชื้อสายฮังการีของเธอถูกเนรเทศหรือต้องหลบหนีออกไปเป็นจำนวนมากเพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย ซึ่งผู้ย้ายเข้ามาเติมเต็มจำนวนประชากรแทนที่ก็เป็นชาวเช็กและสโลวัก ระยะนั้น % ของชาวฮังการีในเมืองลดลงไปเหลือเพียง 15.8% จากกว่า 40% เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1
 
 
       สงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลกระทบกับตัวเธอในทางที่ไม่คาดฝัน..... เมื่อเธอได้กลายเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐสโลวักที่หนึ่ง(first independent Slovak Republic) ซึ่งเป็นรัฐหุ่นเชิดภายใต้การควบคุมของนาซีเยอรมันผู้แยกเธอและฝั่งสโลวักออกมาจากเชคโกสโลวาเกีย แต่ก็ใช่ว่าเธอมีทางเลือกหรือจงใจหักหลังฝั่งเช็กด้วยตัวเอง...เพราะผู้นำของเธอในยามนั้นคือ Josip Tiso ถูกฝ่ายนาซีบีบบังคับให้เลือกระหว่างจะประกาศแยกกับฝั่งเช็กซึ่งถูกนาซีผนวกรวมเข้าเป็นรัฐในอารักขา หรือ หากสโลวักปฏิเสธก็จะถูกฉีกดินแดนเป็นชิ้นๆแล้วแบ่งสรรกันระหว่างฮังการีซึ่งเป็นพันธมิตรของนาซีกับดินแดนโปแลนด์ซึ่งนาซียึดครองอยู่
 
 
Josef Tiso ประธานาธิปดีของสาธารณรัฐสโลวักที่หนึ่ง
 
 
 
       ช่วงปี 1941-42 และ 1943-44 รัฐบาลของสโลวักซึ่งถูกนาซีควบคุมอยู่ได้ทยอยส่งตัวชาวยิวจำนวนราวๆ 15,000 ที่เป็นประชากรของเธอออกไปเพื่อส่งไปยังค่ายกักกันต่างๆ และเช่นกันกับเมืองอื่นๆในความยึดครองของนาซีที่มีโรงกลั่นน้ำมันทำหน้าที่ผลิตเชื้อเพลิงให้แก่ฝั่งนาซี เธอถูกฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดในปี 1944 เพื่อขัดขวางการดำเนินงานของโรงกลั่นน้ำมัน เมื่อฝ่ายอักษะเริ่มสั่นคลอนเพราะพ่ายศึกติดกันรวมถึงเริ่มมีการลุกฮือขึ้นจับอาวุธต่อต้านของคนเชื้อสายสโลวักในปีนั้น ทางนาซีก็เข้ามาล้มรัฐบาลหุ่นเชิดแล้วตั้งตนเป็นคนดูแลปกครองเธอและสาธารณรัฐสโลวักที่หนึ่งเสียเอง
 
       วันที่ 4 เมษายน 1945 กองทัพแดงได้เข้ามาขับไล่นาซีออกจากเมืองได้สำเร็จ เธอและเหล่าดินแดนฝั่งสโลวักทั้งหมดก็ได้ถูกรวบกลับเข้าไปเป็นเชคโกสโลวาเกียหลังจบสงครามโลก และเช่นกันกับชะตากรรมชาวฮังการีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประชากรเชื้อสายเยอรมันของเธอถูกขับไล่ออกไปแทบหมดสิ้น
 
 
       ปี 1946 ได้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นในเชคโกสโลวาเกีย โดยในฝั่งของสโลวักนั้น ผู้ชนะการเลือกตั้งคือพรรคนิยมการปกครองแบบประชาธิปไตย หากแต่ในฝั่งเช็กซึ่งมีจำนวนประชากรมากกว่านั้น ผู้ชนะกลับเป็นพรรคคอมมูนิสต์ และเมื่อเอาผลของการเลือกตั้งมารวมกัน ทำให้พรรคคอมมูนิสต์จากปรากเป็นผู้ชนะในผลคะแนนรวมที่อัตรา 38% 
 
 
       เมื่อพรรคคอมมูนิสต์ขึ้นมายึดอำนาจการปกครองของเชคโกสโลวาเกียทั้งหมดในปี 1948 เธอและเมืองอื่นๆในเชคโกสโลวาเกียจึงเข้าไปอยู่เป็นส่วนนึงของ Eastern Bloc ได้มีการขยายขอบเขตตัวเมืองเพิ่มโดยการรวบรวมแขวงเขตต่างๆรอบตัวเธอมาอยู่ในการดูแล และอยู่ในฐานะเมืองเอกของฝั่งสโลวักภายในเชคโกสโลวาเกีย ครั้นถึงปี 1953 มีเรื่องน่ายินดีสำหรับเธอ เมื่อในที่สุดก็ได้มีมติที่จะบูรณะปราสาทบราติสลาว่าที่ถูกทำลายจากอัคคีภัยเมื่อปี 1811 หลังจากรอดพ้นความพยายามที่จะรื้อทิ้งในช่วงสงครามโลก
 
       15 ปีให้หลัง...จากความพยายามของนักการเมืองผู้นำพรรคคอมมูนิสต์ของเชคโกสโลวาเกียที่จะผ่อนคลายความเข้มงวดของกฏคอมมูนิสต์ซึ่งเรียกกันว่า Prague Spring ทำให้ทางโซเวียตและกลุ่มวอร์ซอแพ็คอื่นๆไม่พอใจ และได้ตัดสินใจบีบบังคับให้เชคโกสโลวาเกียละทิ้งความพยายามนั้นด้วยการยกกำลังทหารจากโซเวียต โปแลนด์ ฮังการี บัลกาเรีย และเยอรมันตะวันออกเข้าบุกรุกประเทศเชคโกสโลวาเกียในวันที่ 25 สิงหาคม 1968  
 
รถถังของกลุ่มวอร์ซอแพ็คกลางบราติสลาว่า โดยมีชายชาวสโลวักยืนประท้วงอยู่ด้านหน้า

 
       เหตุการณ์จบลงโดยที่มีผู้จบชีวิตร่วมร้อยคนและเชคโกสโลวาเกียถูกบีบให้ต้องยอมรับ Moscow Protocol ซึ่งบังคับให้ประเทศต้องอยู่ในกรอบของคอมมูนิสต์ต่อไปและทางโซเวียตได้ส่งกำลังทหารมาประจำการในเชคโกสโลวาเกียจนกระทั่งถึงปี 1991 และเชคโกสโลวาเกียก็เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน จากรัฐหนึ่งเดียวซึ่งศูนย์กลางของทุกอย่างอยู่ปรากก็ได้กลายเป็นการรวมตัวกันของรัฐสังคมนิยมเช็กและรัฐสังคมนิยมสโลวัก
 
       กระนั้น....ฝ่ายสโลวักซึ่งมีเธอเป็นเมืองหลักก็ยังไม่รู้สึกว่าฝั่งตนนั้นมีปากเสียงเท่ากับฝ่ายเช็กอยู่ดี เพราะสภาพการ"แยก"เป็นสองรัฐก็เป็นเพียงในนาม อำนาจทั้งหมดที่แท้จริงยังคงอยู่ในมือของพรรคคอมมูนิสต์ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในปราก
 
 
Candles Demonstration ปี 1988
 
 
       25 มีนาคม 1988 เกือบ 20 ปีหลังมีการชุมนุมต่อต้านอำนาจคอมมูนิสต์ครั้งสุดท้าย ที่บ้านของเธอของได้มีการจัดชุมนุม candle demonstration นำโดยคณะผู้สนับสนุนเรียกร้องอิสรภาพทางศาสนา ทว่าการชุมชนโดยสงบโดยผู้ศรัทธาในศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกกว่าห้าพันคนกลับถูกสลายด้วยการใช้กำลังตำรวจ จากเหตุการณ์นั้น ทำให้ทุกวันที่ 25 มีนาคมในสโลวาเกียถือกันว่าเป็น Struggle for Human Rights Day (วันแห่งการลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน)
 
       ปีถัดมา เธอเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของการโค่นล้มคอมมูนิสต์ในเชคโกสโลวาเกียที่เรียกว่า Velvet Revolution  ทว่าเมื่อระบอบคอมมูนิสต์หายไปจากประเทศ ความร้าวฉานของความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติของคนเช็กและคนสโลวักก็เริ่มปรากฏและแสดงท่าทีว่าจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการเปลี่ยนไปสู่ประชาธิปไตยของเชคโกสโลวาเกีย
 
      ด้วยเหตุนั้น ในปี 1992 นักการเมืองของทั้งฝั่งเช็กและสโลวักจึงได้ตกลงกันที่จะอนุมัติแผนการแยกประเทศกันโดยสันติ ทางสโลวาเกียได้ประกาศอิสรภาพในวันที่ 17 กรกฎาคม โดยในวันที่ 3 กันยายน ได้มีการเซ็นอนุมัติผ่านรัฐธรรมนูญของสโลวาเกียขึ้นที่ปราสาทบราติสลาว่า และในวันที่ 1 มกราคม 1993 เชคโกสโลวาเกียก็หายไปจากแผนที่โลก กลายเป็นประเทศเช็กและประเทศสโลวาเกียอยู่เคียงกันซึ่งต่างจากการแยกประเทศเป็นอิสระของอดีตประเทศคอมมูนิสต์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโซเวียตหรือยูโกสลาเวีย จนได้รับการเปรียบเปรยว่าเป็น Velvet Divorce

      หลังจากนั้นมา เศรษฐกิจของสโลวาเกียซึ่งแยกออกมาใหม่ก็มีการเติบโตอย่างสูงจากการลงทุนของต่างชาติโดยที่ตัวเธอเป็นเขตซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่สุดของประมาณคือ 26% ของGDPทั้งหมด 

 


  • นิสัย -

      -กุลสตรีตัวอย่างหลุดมาจากยุคราชวงศ์ยุโรปยังเฟื่องฟู สุภาพ หัวอนุรักษ์นิยมแต่ก็กำลังพยายามปรับตัวให้ทันสมัยมากขึ้น อ่อนน้อมกับคนอื่น แต่จะไม่ค่อยยิ้มกว้างร่าเริงบ่อยมากนักตามประสาผู้หญิงที่เคยอยู่หลังม่านเหล็ก


      -ไม่ค่อยชอบพึ่งพาคนอื่นในสิ่งที่ตนแน่ใจว่าทำได้ด้วยตัวเอง ค่อนข้างอดทนการเหยียบย่ำของคนอื่นได้พอสมควรเพราะที่ผ่านมาก็ถูกกดขี่มาไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกดึงไปรวมกับฝั่งโบฮีเมียและโมราเวียจนกลายเป็นเชคโกสโลวาเกียโดยที่เธอไม่ค่อยเต็มใจ


      -จากข้อบน ปัจจุบันเธอจะไม่ชอบหากฝั่งเช็กมาตีสนิทเธอมาก เพราะเธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นพี่น้องกับฝั่งเช็กเลย แค่”คนที่ถูกบังคับให้ต้องทำตามความต้องการของฝ่ายนั้นโดยไม่ได้รับโอกาสให้บอกความต้องการของตัวเองว่าอยากหรือไม่” แต่ก็ไม่ได้เกลียดขั้นรุนแรงอะไร ก็สนิทขั้นนึงในฐานะคนที่อยู่ร่วมบ้านกันมาเกือบๆร้อยปี จะถือมากจนไม่พอใจหากมาทำเหมือนว่าเธอเป็นพี่น้องหรือถูกมองว่าอ่อนแอไม่สามารถเอาตัวรอดได้โดยไร้การสนับสนุนจากฝั่งเช็ก (ช่วงยังเป็นเชคโกสโลวาเกียที่เมืองหลวงอยู่ที่ปราก หลายครั้งคนสโลวักพยายามเรียกร้องขอสิทธิ์ในการปกครองตัวเองบ้างแต่ก็ถูกฝั่งเช็กที่เป็นฝ่ายกุมอำนาจส่วนใหญ่ปัดตกหมด เธอเลยรู้สึกว่าฐานะของเธอในบ้านนั้นคือเป็นแค่ตุ๊กตาที่มีหน้าที่นั่งอยู่นิ่งๆให้ดูสวยๆก็พอ)


     -...ที่จริงเธอคิดว่าตัวเองสนิทกับฮังการีมากกว่าเช็กหรือสโลวักด้วยซ้ำ ปัจจุบันก็ยังเอ็นดูคิดถึงเมืองต่างๆที่เคยอยู่ใต้การปกครองของฮังการีในสมัยเธอเป็นสมาชิกบ้านนั้น แต่ช่วงหลังๆเธอค่อนข้างหนักใจที่ความสัมพันธ์ภาพรวมของบ้านสโลวาเกียกับฮังการีไม่ค่อยดีนัก(มีปัญหากันด้านปชก.เชื้อสายแต่ละประเทศที่เป็นชนกลุ่มน้อยในอีกประเทศนึงถูกปฏิบัติด้วยแบบไม่ดี) ก็พยายามแยกความรู้สึกส่วนตัวกับหน้าที่ในฐานะเมืองหลวง(อดทน)ของคนสโลวัก(ซึ่งเธอไม่ได้รู้สึกผูกพันธ์ด้วยมากเท่าฮังการี)

 

       -...กระนั้นถึงจะบอกว่าสนิทกับฮังการีมากกว่า แต่ถ้าฝั่งเช็กมาว่าอะไรคนสโลวักหรือเมืองอื่นๆในสโลวักเธอก็จะปกป้องฝั่งสโลวักนะ



  • อื่นๆ -

  • ชื่อ-นามสกุล
       - Iveta เป็นการสะกดแบบเช็ก/สโลวักของชื่อ Yvette  ส่วนนามสกุล Králová เป็นนามสกุลแบบรากภาษาสลาฟตะวันตกที่นามสกุลผู้หญิงมักลงท้ายด้วย -ová หลังคำนามหรือคำวิเศษณ์ซึ่งบอกลักษณะหรืออาชีพของเจ้าของนามสกุล
 
       Král ในภาษาแถบเชคโกสโลวัก หมายถึง กษัตริย์[king] เธอเลือกใช้นามสกุลนี้แทนนามสกุลฮังการีซึ่งเธอถูกบังคับให้ละทิ้งเมื่อโดนรวบเข้าไปอยู่ในเชคโกสโลวาเกียด้วยฐานะที่ก่อนหน้านี้เธอเป็นเมืองซึ่งประกอบพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ของฮังการี

  • ทรงผม

      -ทำผมแบบ Ringlet เพราะเป็นทรงที่ชอบมาตั้งแต่สมัยเป็นจักรวรรดิ์ออสเตรีย-ฮังการี ก็เลยอนุรักษ์นิยม(?)ทำทรงนี้มาเรื่อยๆแม้ว่ามันจะเอ้าท์ไปนานแสนนานแล้วก็เถิด เพราะเหตุนั้น เธอเลยจะยุ่งๆกับผมตัวเองไม่น้อย ต้องไปสระเซ็ทที่ร้านทำผมอาทิตย์ละครั้ง


      -เลือกชุดฟอร์มกระโปรงสั้นให้ดูทะมัดทะแมงร่วมสมัยสมภาพพจน์เมืองหลวงที่กำลังปรับตัวเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ แต่ด้วยความเป็นกุลสตรียุคเก่าของเธอ ทำให้พารานอยด์ว่ากระโปรงสั้นจู๋แค่นี้จะมีคนแอบดูใต้กระโปรง(...) ก็เลยใส่เลกกิ้งสีดำไว้ตลอด


      -...เรื่องช็อค(?)เล็กๆของเธอ คือเห็นเรียบร้อยๆแบบนี้ เธอดูฮอกกี้เป็นนะจุ๊ (ฮอกกี้น้ำแข็งเป็นกีฬาที่คนสโลวักนิยมมากที่สุด ที่บ้านเธอเองก็มีทีมฮอกกี้ Slovan Bratislava เล่นในลีก KHL ที่เป็นลีกใหญ่สุดของยุโรป แถมเมื่อเดือนมกราที่ผ่านมา บ้านเธอเพิ่งเป็นที่จัดการแข่ง All Star game ของฮอกกี้ KHL และล่าสุดเพลย์ออฟของลีกที่ทีมของยูเครนได้ผ่านเข้ารอบมา เธอยังให้ทีมนั้นยืมสนามของบ้านเธอเองเป็นสนามเหย้าไปพลางๆเพราะสถานการณ์ในยูเครนไม่อำนวยให้แข่งได้เพราะเหตุผลด้านความปลอดภัย)

 

Ondrej Nepela Arena หรือบางทีก็เรียก Slovnaft Arena ที่จัดการแข่งฮอกกี้ออลสตาร์

[[Photo credit::http://en.wikipedia.org/wiki/File:Ondrej_Nepela_Arena.jpg]]


  • เมืองพี่เมืองน้อง

Yerevan, Armenia

Vienna, Austria

Sofia, Bulgaria

Rousse, Bulgaria

Larnaka, Cyprus

Prague, Czech Republic

Alexandria, Egypt

Turku, Finland

Ulm, Germany

Bremen, Germany

Thessaloniki, Greece

Székesfehérvár, Hungary

Perugia, Italy

Parma, Italy

Rotterdam, Netherlands

Moscow, Russia

Saratov, Russia

Ljubljana, Slovenia

İzmir, Turkey

Kiev, Ukraine

Cleveland, Ohio, United States



รูปติดบัตรนักเรียน

 IvetaMugshot.png


TWITTER
 
 
  • แหล่งข้อมูล

http://en.wikipedia.org/wiki/Bratislava

http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_Bratislava

http://en.wikipedia.org/wiki/Timeline_of_Bratislava_history


 
 
 
 
 
 
 
 
รหัสประจำตัวคือ 141014 ค่ะ ขอบคุณที่ให้ความสนใจคอมมูนะคะ

#1 By Exteen World Academy on 2014-05-22 00:08